การเมืองกระทบงบปี'58รัฐไม่มีเงินลงทุน

สภาพัฒน์ฯชี้การเมืองกระทบจัดทำงบปี 2558 คาดประกาศไม่ทัน 1 ต.ค. มีแนวโน้มไม่มีลงทุนภาครัฐ ทำได้แค่งบเงินเดือน

หน่วยงานด้านเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชนยอมรับสภาพผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 เดือน นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและการบริโภค การลงทุนภาครัฐยังได้รับอย่างหนักเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนด

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2557 เรื่อง "อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2014" โดย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย วานนี้ (12 ก.พ.) ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 โดยคาดว่าไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2557

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เริ่มจัดทำตั้งแต่ปลายปี แต่การยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ขั้นตอนการจัดงบประมาณต้องเลื่อนออกไป และเมื่อการเมืองยืดเยื้อยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร ส่งผลให้งบประมาณปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากงบประมาณต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและประกาศใช้วันที่ 1 ต.ค. ของทุกปี

นายอาคม กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ เดิมคาดว่าจะเติบโต 4-5% มาจากการเติบโตของภาคการส่งออก แต่มีแนวโน้มว่าจะโตต่ำกว่าที่คาด และโตต่ำกว่าปี 2556 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้ไม่มีงบลงทุนใหม่เข้ามาในระบบ และอาจทำให้การจัดทำงบประมาณประจำ 2558 ล่าช้า ประกาศใช้ไม่ทัน 1 ต.ค. 2557 ทำให้งบประมาณ 2558 ต้องล่าช้าหรือใช้จ่ายได้แค่ 50% เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น

" ตัวเลขจีดีพีเดิมคาดว่าจะโต 4-5% จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองจะยุติได้โดยเร็วหรือไม่ ขณะที่การส่งออก จะเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ในเมื่อสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลาย ทำให้ไม่มั่นใจว่าวันนี้จะโตได้ตามคาด อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจช็อก เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีการเติบโต" นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่านอกจากผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณแล้ว ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและบริโภค โดยในวันที่ 17 ก.พ. นี้ สศช.จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4 ปี 2556 มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3%

ธปท.คาดเลวร้ายสุดโตต่ำกว่า 3%

ด้าน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเช่นเดียวกันว่าแผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 ของรัฐบาลมีแนวโน้มล่าช้า 1 ไตรมาส เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงบ เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายดอน กล่าวว่า ธปท. จัดทำสมมติฐาน กรณีฐานว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาสที่ 3/2557 จะทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่า 3% และในกรณีเลวร้ายสุด มีรัฐบาลใหม่ไตรมาสที่ 4/2557 จีดีพีจะโตต่ำกว่านี้แต่คาดไม่ต่ำกว่า 2%

ส่วนกำลังซื้อในประเทศ แม้ว่าจะชะลอตัวแต่ไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะกำลังซื้อยังมี เพียงแต่ไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนโครงการรับจำนำข้าว แม้จะส่งผลต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดบ้าง แต่เกษตรกร สามารถใช้ใบประทวน เพื่อขอกู้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ไม่มาก อยู่บนพื้นฐานว่าท้ายที่สุดเกษตรกรจะได้รับเงิน เพราะกำลังซื้อของเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วน 2% ของการบริโภคภาคเอกชนที่มีประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี

" แม้การบริโภคชะลอตัว แต่เกิดจากความไม่มั่นใจ ไม่ใช่ไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งเชื่อว่าหากปัญหาจบเร็ว การบริโภคก็ฟื้นตัวเร็วภายใน 2 เดือน" นายดอน กล่าว

"ศุภวุฒิ"คาดจีดีพี ปีนี้โต 2.8%

เช่นเดียวกับ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตเพียง 2.8% บนพื้นฐานว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไม่มีการเติบโตหรืออาจโตเพียง 0.1% เพราะมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2557 เบิกจ่ายล่าช้า ในขณะที่แผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 จัดทำได้ล่าช้ากว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงความไม่ต่อเนื่องของการเบิกจ่ายและใช้จ่ายภาครัฐ ถึงแม้ว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

"แต่รัฐบาลประกาศชัดว่า จะส่งเสริมการปฏิรูปหลังจากนั้นจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี ทำให้รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสาระของการปฏิรูป"

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ คณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งแรกปีนี้เทียบกับปีที่แล้วติดลบแน่นอน จากความขัดแย้งทางการเมือง และประเมินว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในช่วง 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง จากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และหากการเมืองถูกแก้ไข โดยนอกวิถีแนวทางประชาธิปไตย ก็อาจจะนำมาสู่การเผชิญหน้าที่มากขึ้น

ธปท.ชี้ทิศทางดอกเบี้ยผ่อนคลาย

ขณะที่ นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท.กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ยอมรับว่าในระยะสั้น อาจมีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางดอกเบี้ยต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายต้องมีการผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

"เศรษฐกิจไทยต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การส่งออกที่เชื่อว่าปีนี้จะดีขึ้นจากปีก่อน แต่ก็มีความไม่แน่นอนในปัจจัยภายในประเทศ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทั้ง 2 จุดนั้นไม่เป็นทิศทางเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าดอกเบี้ยอาจเคลื่อนไหวได้มากกว่า 1 ทิศทาง และมองว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในแนวทางที่ผ่อนคลายเพื่อหนุนนำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป”

หวังภาคส่งออกหนุนเศรษฐกิจ

นางรุ่ง กล่าวถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยว่ามีทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อย่าง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจในยุโรป ที่ต้องอาศัยภาคการเงินเข้ามากระตุ้น ทำให้ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ปัจจัยความเสี่ยงในประเทศ มีทั้งปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคอาจต้องมีการติดตามเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีสัญญาณการชำระหนี้ล่าช้าเพิ่มขึ้นบ้าง และปัญหาสภาพคล่องในภาคครัวเรือนอาจลดลง รวมไปถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่อาจมีความทนทานน้อยในช่วงที่ภาวะไม่ปกติ

ส่วนกรณีที่ ธนาคารโลก ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดที่ ธปท.ได้ประเมินไว้ หากเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับดังกล่าว ภาคเอกชนต้องมีการฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 2 และต้องมีภาคการคลังเข้ามากระตุ้น ทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดี

นางรุ่ง กล่าวว่า ปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเป็นภาคการส่งออก หากปัญหาการเมืองสามารถคลี่คลายได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ดี จากฐานะภาคเอกชนที่อยู่ในระดับที่ดี มีความพร้อมที่จะลงทุน รอแค่ปัญหาการเมืองคลี่คลาย รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคที่กลับตัวได้เร็ว

นางรุ่ง กล่าวว่า ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้จะมีการเปลี่ยนประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ แต่ท่าที ก็แสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเป็นเช่นนั้น การปรับตัวของเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค ก็น่าจะยังคงมีทิศทางไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปในระยะสั้น ซึ่งการไหลออกของเงินทุนในช่วงท่านมานั้นไม่ได้ไหลออกไปมากจนน่ากังวล ส่วนในระยะยาว ตลาดเกิดใหม่นั้นยังคงมีการเติบโตที่ดี จึงเชื่อว่าเงินทุนน่าจะไหลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจัยเสี่ยง'เงินผันผวน-หนี้ครัวเรือน-การเมือง'

ขณะที่ ธปท.ได้ออกรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 โดยระบุว่าภาพรวมและแนวโน้มเสถียรภาพของระบบการเงิน ในระยะต่อไป มีปัจจัยเสี่ยงใน 3 ด้าน และควรต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศนั้น ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากความไม่นอนของการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ และการแก้ไขปัญหาด้านการคลัง และเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติอาจมีความผันผวนในบางช่วง

2.ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูง แม้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคครัวเรือนมีหนี้ที่สูงขึ้น โดยไตรมาสที่ 3 นั้นมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 80.1% แม้ในปัจจุบันการผิดนัดชำระหนี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำ และไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ แต่อาจมีลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ และเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินด้วย จึงอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีความเข้มแข็ง ในการออมเงินในระยะยาว รวมถึงการดูแลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างเหมาะสม ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆ ในระยะยาว และ 3.ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ฉุดรั้งการเบิกจ่ายงบประมาณให้เกิดความล่าช้า และเป็นปัจจัยในการบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปสภาพัฒน์ฯชี้การเมืองกระทบจัดทำงบปี 2558 คาดประกาศไม่ทัน 1 ต.ค. มีแนวโน้มไม่มีลงทุนภาครัฐ ทำได้แค่งบเงินเดือน

หน่วยงานด้านเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชนยอมรับสภาพผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 เดือน นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและการบริโภค การลงทุนภาครัฐยังได้รับอย่างหนักเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนด

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2557 เรื่อง "อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2014" โดย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย วานนี้ (12 ก.พ.) ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 โดยคาดว่าไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2557

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เริ่มจัดทำตั้งแต่ปลายปี แต่การยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ขั้นตอนการจัดงบประมาณต้องเลื่อนออกไป และเมื่อการเมืองยืดเยื้อยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร ส่งผลให้งบประมาณปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากงบประมาณต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและประกาศใช้วันที่ 1 ต.ค. ของทุกปี

นายอาคม กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ เดิมคาดว่าจะเติบโต 4-5% มาจากการเติบโตของภาคการส่งออก แต่มีแนวโน้มว่าจะโตต่ำกว่าที่คาด และโตต่ำกว่าปี 2556 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้ไม่มีงบลงทุนใหม่เข้ามาในระบบ และอาจทำให้การจัดทำงบประมาณประจำ 2558 ล่าช้า ประกาศใช้ไม่ทัน 1 ต.ค. 2557 ทำให้งบประมาณ 2558 ต้องล่าช้าหรือใช้จ่ายได้แค่ 50% เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น

" ตัวเลขจีดีพีเดิมคาดว่าจะโต 4-5% จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองจะยุติได้โดยเร็วหรือไม่ ขณะที่การส่งออก จะเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ในเมื่อสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลาย ทำให้ไม่มั่นใจว่าวันนี้จะโตได้ตามคาด อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจช็อก เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีการเติบโต" นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่านอกจากผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณแล้ว ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและบริโภค โดยในวันที่ 17 ก.พ. นี้ สศช.จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4 ปี 2556 มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3%

ธปท.คาดเลวร้ายสุดโตต่ำกว่า 3%

ด้าน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเช่นเดียวกันว่าแผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 ของรัฐบาลมีแนวโน้มล่าช้า 1 ไตรมาส เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงบ เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายดอน กล่าวว่า ธปท. จัดทำสมมติฐาน กรณีฐานว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาสที่ 3/2557 จะทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่า 3% และในกรณีเลวร้ายสุด มีรัฐบาลใหม่ไตรมาสที่ 4/2557 จีดีพีจะโตต่ำกว่านี้แต่คาดไม่ต่ำกว่า 2%

ส่วนกำลังซื้อในประเทศ แม้ว่าจะชะลอตัวแต่ไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะกำลังซื้อยังมี เพียงแต่ไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนโครงการรับจำนำข้าว แม้จะส่งผลต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดบ้าง แต่เกษตรกร สามารถใช้ใบประทวน เพื่อขอกู้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ไม่มาก อยู่บนพื้นฐานว่าท้ายที่สุดเกษตรกรจะได้รับเงิน เพราะกำลังซื้อของเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วน 2% ของการบริโภคภาคเอกชนที่มีประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี

" แม้การบริโภคชะลอตัว แต่เกิดจากความไม่มั่นใจ ไม่ใช่ไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งเชื่อว่าหากปัญหาจบเร็ว การบริโภคก็ฟื้นตัวเร็วภายใน 2 เดือน" นายดอน กล่าว

"ศุภวุฒิ"คาดจีดีพี ปีนี้โต 2.8%

เช่นเดียวกับ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตเพียง 2.8% บนพื้นฐานว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไม่มีการเติบโตหรืออาจโตเพียง 0.1% เพราะมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2557 เบิกจ่ายล่าช้า ในขณะที่แผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 จัดทำได้ล่าช้ากว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงความไม่ต่อเนื่องของการเบิกจ่ายและใช้จ่ายภาครัฐ ถึงแม้ว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

"แต่รัฐบาลประกาศชัดว่า จะส่งเสริมการปฏิรูปหลังจากนั้นจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี ทำให้รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสาระของการปฏิรูป"

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ คณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งแรกปีนี้เทียบกับปีที่แล้วติดลบแน่นอน จากความขัดแย้งทางการเมือง และประเมินว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในช่วง 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง จากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และหากการเมืองถูกแก้ไข โดยนอกวิถีแนวทางประชาธิปไตย ก็อาจจะนำมาสู่การเผชิญหน้าที่มากขึ้น

ธปท.ชี้ทิศทางดอกเบี้ยผ่อนคลาย

ขณะที่ นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท.กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ยอมรับว่าในระยะสั้น อาจมีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางดอกเบี้ยต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายต้องมีการผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

"เศรษฐกิจไทยต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การส่งออกที่เชื่อว่าปีนี้จะดีขึ้นจากปีก่อน แต่ก็มีความไม่แน่นอนในปัจจัยภายในประเทศ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทั้ง 2 จุดนั้นไม่เป็นทิศทางเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าดอกเบี้ยอาจเคลื่อนไหวได้มากกว่า 1 ทิศทาง และมองว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในแนวทางที่ผ่อนคลายเพื่อหนุนนำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป”

หวังภาคส่งออกหนุนเศรษฐกิจ

นางรุ่ง กล่าวถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยว่ามีทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อย่าง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจในยุโรป ที่ต้องอาศัยภาคการเงินเข้ามากระตุ้น ทำให้ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ปัจจัยความเสี่ยงในประเทศ มีทั้งปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคอาจต้องมีการติดตามเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีสัญญาณการชำระหนี้ล่าช้าเพิ่มขึ้นบ้าง และปัญหาสภาพคล่องในภาคครัวเรือนอาจลดลง รวมไปถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่อาจมีความทนทานน้อยในช่วงที่ภาวะไม่ปกติ

ส่วนกรณีที่ ธนาคารโลก ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดที่ ธปท.ได้ประเมินไว้ หากเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับดังกล่าว ภาคเอกชนต้องมีการฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 2 และต้องมีภาคการคลังเข้ามากระตุ้น ทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดี

นางรุ่ง กล่าวว่า ปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเป็นภาคการส่งออก หากปัญหาการเมืองสามารถคลี่คลายได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ดี จากฐานะภาคเอกชนที่อยู่ในระดับที่ดี มีความพร้อมที่จะลงทุน รอแค่ปัญหาการเมืองคลี่คลาย รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคที่กลับตัวได้เร็ว

นางรุ่ง กล่าวว่า ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้จะมีการเปลี่ยนประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ แต่ท่าที ก็แสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเป็นเช่นนั้น การปรับตัวของเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค ก็น่าจะยังคงมีทิศทางไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปในระยะสั้น ซึ่งการไหลออกของเงินทุนในช่วงท่านมานั้นไม่ได้ไหลออกไปมากจนน่ากังวล ส่วนในระยะยาว ตลาดเกิดใหม่นั้นยังคงมีการเติบโตที่ดี จึงเชื่อว่าเงินทุนน่าจะไหลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจัยเสี่ยง'เงินผันผวน-หนี้ครัวเรือน-การเมือง'

ขณะที่ ธปท.ได้ออกรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 โดยระบุว่าภาพรวมและแนวโน้มเสถียรภาพของระบบการเงิน ในระยะต่อไป มีปัจจัยเสี่ยงใน 3 ด้าน และควรต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศนั้น ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากความไม่นอนของการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ และการแก้ไขปัญหาด้านการคลัง และเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติอาจมีความผันผวนในบางช่วง

2.ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูง แม้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคครัวเรือนมีหนี้ที่สูงขึ้น โดยไตรมาสที่ 3 นั้นมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 80.1% แม้ในปัจจุบันการผิดนัดชำระหนี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำ และไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ แต่อาจมีลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ และเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินด้วย จึงอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีความเข้มแข็ง ในการออมเงินในระยะยาว รวมถึงการดูแลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างเหมาะสม ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆ ในระยะยาว และ 3.ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ฉุดรั้งการเบิกจ่ายงบประมาณให้เกิดความล่าช้า และเป็นปัจจัยในการบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปสภาพัฒน์ฯชี้การเมืองกระทบจัดทำงบปี 2558 คาดประกาศไม่ทัน 1 ต.ค. มีแนวโน้มไม่มีลงทุนภาครัฐ ทำได้แค่งบเงินเดือน

หน่วยงานด้านเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชนยอมรับสภาพผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 เดือน นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและการบริโภค การลงทุนภาครัฐยังได้รับอย่างหนักเนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่สามารถทำได้ทันตามกำหนด

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2557 เรื่อง "อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีหลักชี้เศรษฐกิจปี 2014" โดย สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย วานนี้ (12 ก.พ.) ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 โดยคาดว่าไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันในวันที่ 1 ต.ค. 2557

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เริ่มจัดทำตั้งแต่ปลายปี แต่การยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ขั้นตอนการจัดงบประมาณต้องเลื่อนออกไป และเมื่อการเมืองยืดเยื้อยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร ส่งผลให้งบประมาณปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากงบประมาณต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและประกาศใช้วันที่ 1 ต.ค. ของทุกปี

นายอาคม กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ เดิมคาดว่าจะเติบโต 4-5% มาจากการเติบโตของภาคการส่งออก แต่มีแนวโน้มว่าจะโตต่ำกว่าที่คาด และโตต่ำกว่าปี 2556 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้ไม่มีงบลงทุนใหม่เข้ามาในระบบ และอาจทำให้การจัดทำงบประมาณประจำ 2558 ล่าช้า ประกาศใช้ไม่ทัน 1 ต.ค. 2557 ทำให้งบประมาณ 2558 ต้องล่าช้าหรือใช้จ่ายได้แค่ 50% เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น

" ตัวเลขจีดีพีเดิมคาดว่าจะโต 4-5% จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองจะยุติได้โดยเร็วหรือไม่ ขณะที่การส่งออก จะเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ในเมื่อสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลาย ทำให้ไม่มั่นใจว่าวันนี้จะโตได้ตามคาด อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจช็อก เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีการเติบโต" นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวว่านอกจากผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณแล้ว ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและบริโภค โดยในวันที่ 17 ก.พ. นี้ สศช.จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 4 ปี 2556 มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 3%

ธปท.คาดเลวร้ายสุดโตต่ำกว่า 3%

ด้าน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเช่นเดียวกันว่าแผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 ของรัฐบาลมีแนวโน้มล่าช้า 1 ไตรมาส เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงบ เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นายดอน กล่าวว่า ธปท. จัดทำสมมติฐาน กรณีฐานว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาสที่ 3/2557 จะทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่า 3% และในกรณีเลวร้ายสุด มีรัฐบาลใหม่ไตรมาสที่ 4/2557 จีดีพีจะโตต่ำกว่านี้แต่คาดไม่ต่ำกว่า 2%

ส่วนกำลังซื้อในประเทศ แม้ว่าจะชะลอตัวแต่ไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะกำลังซื้อยังมี เพียงแต่ไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนโครงการรับจำนำข้าว แม้จะส่งผลต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดบ้าง แต่เกษตรกร สามารถใช้ใบประทวน เพื่อขอกู้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ไม่มาก อยู่บนพื้นฐานว่าท้ายที่สุดเกษตรกรจะได้รับเงิน เพราะกำลังซื้อของเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วน 2% ของการบริโภคภาคเอกชนที่มีประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี

" แม้การบริโภคชะลอตัว แต่เกิดจากความไม่มั่นใจ ไม่ใช่ไม่มีกำลังซื้อ ซึ่งเชื่อว่าหากปัญหาจบเร็ว การบริโภคก็ฟื้นตัวเร็วภายใน 2 เดือน" นายดอน กล่าว

"ศุภวุฒิ"คาดจีดีพี ปีนี้โต 2.8%

เช่นเดียวกับ นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่า ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตเพียง 2.8% บนพื้นฐานว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไม่มีการเติบโตหรืออาจโตเพียง 0.1% เพราะมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2557 เบิกจ่ายล่าช้า ในขณะที่แผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 จัดทำได้ล่าช้ากว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงความไม่ต่อเนื่องของการเบิกจ่ายและใช้จ่ายภาครัฐ ถึงแม้ว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้

"แต่รัฐบาลประกาศชัดว่า จะส่งเสริมการปฏิรูปหลังจากนั้นจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี ทำให้รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสาระของการปฏิรูป"

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ คณบดีเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งแรกปีนี้เทียบกับปีที่แล้วติดลบแน่นอน จากความขัดแย้งทางการเมือง และประเมินว่าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ในช่วง 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง จากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง และหากการเมืองถูกแก้ไข โดยนอกวิถีแนวทางประชาธิปไตย ก็อาจจะนำมาสู่การเผชิญหน้าที่มากขึ้น

ธปท.ชี้ทิศทางดอกเบี้ยผ่อนคลาย

ขณะที่ นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษก ธปท.กล่าวว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ยอมรับว่าในระยะสั้น อาจมีทิศทางตรงข้ามกับทิศทางดอกเบี้ยต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยมีปัจจัยเฉพาะตัว ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายต้องมีการผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

"เศรษฐกิจไทยต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การส่งออกที่เชื่อว่าปีนี้จะดีขึ้นจากปีก่อน แต่ก็มีความไม่แน่นอนในปัจจัยภายในประเทศ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทั้ง 2 จุดนั้นไม่เป็นทิศทางเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าดอกเบี้ยอาจเคลื่อนไหวได้มากกว่า 1 ทิศทาง และมองว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในแนวทางที่ผ่อนคลายเพื่อหนุนนำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในระยะต่อไป”

หวังภาคส่งออกหนุนเศรษฐกิจ

นางรุ่ง กล่าวถึงความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยว่ามีทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ อย่าง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจในยุโรป ที่ต้องอาศัยภาคการเงินเข้ามากระตุ้น ทำให้ฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ปัจจัยความเสี่ยงในประเทศ มีทั้งปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคอาจต้องมีการติดตามเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจมีสัญญาณการชำระหนี้ล่าช้าเพิ่มขึ้นบ้าง และปัญหาสภาพคล่องในภาคครัวเรือนอาจลดลง รวมไปถึงสินเชื่อเอสเอ็มอีที่อาจมีความทนทานน้อยในช่วงที่ภาวะไม่ปกติ

ส่วนกรณีที่ ธนาคารโลก ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุดที่ ธปท.ได้ประเมินไว้ หากเศรษฐกิจจะขยายตัวในระดับดังกล่าว ภาคเอกชนต้องมีการฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 2 และต้องมีภาคการคลังเข้ามากระตุ้น ทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดี

นางรุ่ง กล่าวว่า ปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเป็นภาคการส่งออก หากปัญหาการเมืองสามารถคลี่คลายได้เร็ว เชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถฟื้นตัวได้ดี จากฐานะภาคเอกชนที่อยู่ในระดับที่ดี มีความพร้อมที่จะลงทุน รอแค่ปัญหาการเมืองคลี่คลาย รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และการฟื้นตัวของการอุปโภคบริโภคที่กลับตัวได้เร็ว

นางรุ่ง กล่าวว่า ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้จะมีการเปลี่ยนประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ แต่ท่าที ก็แสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเป็นเช่นนั้น การปรับตัวของเงินทุนเคลื่อนย้ายในภูมิภาค ก็น่าจะยังคงมีทิศทางไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปในระยะสั้น ซึ่งการไหลออกของเงินทุนในช่วงท่านมานั้นไม่ได้ไหลออกไปมากจนน่ากังวล ส่วนในระยะยาว ตลาดเกิดใหม่นั้นยังคงมีการเติบโตที่ดี จึงเชื่อว่าเงินทุนน่าจะไหลกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ปัจจัยเสี่ยง'เงินผันผวน-หนี้ครัวเรือน-การเมือง'

ขณะที่ ธปท.ได้ออกรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2556 โดยระบุว่าภาพรวมและแนวโน้มเสถียรภาพของระบบการเงิน ในระยะต่อไป มีปัจจัยเสี่ยงใน 3 ด้าน และควรต้องติดตาม ได้แก่ 1.ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศนั้น ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากความไม่นอนของการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ และการแก้ไขปัญหาด้านการคลัง และเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติอาจมีความผันผวนในบางช่วง

2.ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูง แม้หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ภาคครัวเรือนมีหนี้ที่สูงขึ้น โดยไตรมาสที่ 3 นั้นมีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 80.1% แม้ในปัจจุบันการผิดนัดชำระหนี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำ และไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ แต่อาจมีลูกหนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์ และเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินด้วย จึงอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น

ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีความเข้มแข็ง ในการออมเงินในระยะยาว รวมถึงการดูแลให้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเป็นไปอย่างเหมาะสม ระหว่างสถาบันการเงินต่างๆ ในระยะยาว และ 3.ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ฉุดรั้งการเบิกจ่ายงบประมาณให้เกิดความล่าช้า และเป็นปัจจัยในการบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป

 

จากกรุงเทพธุรกิจ